การหาเลี้ยงชีพ


2015/11/02 20:57:12 |

คนเราต้องรู้จัก "หาเลี้ยงชีพ"... และการกระทำที่เป็นไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ ก็คือ "การหาเลี้ยงชีพ"

หาเลี้ยงชีพมันคืออะไร? เวลาเราพูด หรือมีคนพูดคำว่า "หาเลี้ยงชีพ" มันมีความหมายอย่างไร? อะไรคือหาเลี้ยงชีพ? หาเลี้ยงชีพทำอย่างไร? ทำอย่างไรจึงเรียกได้ว่าหาเลี้ยงชีพ?...

ผมนึกถึงคำถามเหล่านี้ตอนที่เห็นในหนังสือ Guinea Pig B ของ Richard Buckminster Fuller มีตอนหนึ่งบอกว่า:

"I see the hydrogen atom doesn't have to earn a living before behaving like a hydrogen atom. In fact, as best I can see, only human beings operate on the basis of 'having to earn a living.' "

บวกกับช่วงนี้ผ่านตาพวกเรื่องของ The Zeitgeist Movement (TZM) กับ The Venus Project ด้วย ผมจึงสะดุดกับคำว่า "หาเลี้ยงชีพ" (earn a living) เป็นพิเศษ

เดี๋ยวเราค่อยๆเดินไปกับผมดีกว่า ผมเขียนตอนนี้พร้อมๆกับคิดไปด้วย ไม่ได้คิดเอาไว้ก่อน ถือว่าเดินไปคุยไปกับผมละกันนะครับ


การหาเลี้ยงชีพ_maipatana
รูปไม่เกี่ยวกับเนื้อหา แค่ใส่ไว้ให้พอมีรูปบ้าง

การหาเลี้ยงชีพ

ฉันเขลา ฉันเยาว์ ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย

วันนี้ผมพอมีเวลา เราค่อยๆมาดูกันในเรื่องของ การหาเลี้ยงชีพ ผมคิดว่าผมอยากจะเริ่มจากดูคำว่า "หาเลี้ยงชีพ" ซึ่งประกอบไปด้วยคำว่า "หา" "เลี้ยง" แล้วก็ "ชีพ"

"หา"... ทำไมเราต้องหาด้วย? ปกติเราจะหาอะไร มันก็ต้อง ไม่ปรากฏ หรือ ไม่มี เราถึงต้องหา บางทีมันอาจจะหายไปเราเลยต้องหา หรือเราไม่เจอ ไม่พบ ไม่เห็น ไม่อาจรับรู้ได้ถึงการมีมันอยู่ เราเลยต้องหา... ที่ผมว่ามาแบบนี้มันถูกหรือเปล่า? มันใช่หรือเปล่านะครับ? ถ้าเรามีเราจะต้องหาไหม? ผมคิดว่าถ้ามีก็คงไม่ต้องหา ฉะนั้นถ้าเราหา แสดงว่าเราไม่มี หรือสิ่งนั้นไม่ปรากฏต่อเรานั่นเอง

"เลี้ยง" คำว่าเลี้ยงนี่ได้ยินบ่อยๆเวลาไปกินเลี้ยงที่เป็นในลักษณะของการบริโภคแหล่งพลังงานที่เรียกว่าอาหารหรือเครื่องดื่ม คำว่าเลี้ยงยังใช้กับการเลี้ยงลูก เลี้ยงเด็กที่เป็นลักษณะของการดูแล ระมัดระวัง คอยใส่ใจ คอยชักนำ แนะนำ คล้ายๆกับเลี้ยงลูกบอลที่คอยเตะไปมาเพื่อให้ไปตามเส้นทางที่เราตั้งใจไว้ และก็มีเลี้ยงข้าว เลี้ยงหนัง ที่ใช้เวลาเราเสียทรัพยากรบางอย่างเพื่อให้คนอื่นได้รับข้าว ได้รับหนัง (ภาพยนต์) โดยที่คนคนนั้นไม่ต้องเสียทรัพยากรใดๆ แต่สามารถได้บริโภคบางสิ่ง อืม...ยังมีคำว่าเลี้ยงในแบบไหนอีกนะ? ผมคิดว่าน่าจะประมาณนี้แหละ การเลี้ยงคือการส่งเสริม ผลักดัน ทำให้เจริญ ชักจูง ดำรง ทำให้เติบโต รักษาไว้

"ชีพ" คำว่าชีพนี่น่าจะหมายถึงชีวิต ชีวิตยังอยู่ไหมก็ต้องตรวจว่าชีพจรยังมีอยู่ไหม ถ้าไม่มีชีพจรก็เป็นตัวบ่งบอกว่าชีวิตได้หายไปแล้ว เหมือนกับการดับชีพ ดับชีวิต ดับเหมือนกับดับเทียน ก็คือแสงสว่างหายไปทั้งๆที่ตัวเทียนก็ยังอยู่ แต่แสงสว่างหายไปก็คือดับเทียน ก็คงเหมือนดับชีพ ที่ร่างกายยังอยู่ แต่ชีพก็สามารถหายไปได้ นี่ก็แปลว่าคำว่าชีพน่าจะมีความหมายเกินไปกว่าการมีชีวิตในระดับกายภาพ อย่างเช่นเรายังพบคำว่าชีพในการเรียกเสื้อที่ใส่แล้วลอยน้ำได้ว่าเสื้อชูชีพ แทนที่จะเป็นเสื้อชูร่างกาย หรือเสื้อชูตัว ชีพน่าจะมีความหมายในระดับจิตวิญญาณ ระดับที่มากกว่าร่างกายที่ดำรงอยู่ ที่เคลื่อนไหวไปมา ชีพยังน่าจะหมายถึงชีวะ _(bio)_ในแบบที่เป็นส่วนประกอบต่างๆของร่างกายมารวมกัน แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าคำว่าชีพน่าจะเป็นอะไรที่มากกว่าเรื่องของกายภาพ ชีพน่าจะเป็นการรวมกันของส่วนประกอบต่างๆอย่างพร้อมเพรียงกัน คำตรงข้ามน่าจะเป็นจบชีพ หรือหยุดชีพ เพราะเราจะจบหรือหยุดได้ก็ต่อเมื่อมีบางอย่างดำเนินอยู่ แสดงว่าชีพเป็นอะไรที่ดำเนิน ดำรง คงอยู่ ชีพจึงจบได้หยุดได้

สรุปแล้ว ชีพน่าจะหมายถึงการมี การเป็น การเกิดที่มาจากการบรรจบกันของสิ่งต่างๆ มีการเคลื่อนไหว ผลัดเปลี่ยน เปลี่ยนแปลง เคลื่อนย้าย โดยที่ไม่ว่าส่วนประกอบจะเปลี่ยนไปอย่างไร ชีพก็ยังคงอยู่ตราบใดที่กระบวนการเหล่านั้นยังเคลื่อนไหวตลอดเวลา

สรุปแล้ว การ "หาเลี้ยงชีพ" หรือ "การหาเลี้ยงชีพ" น่าจะเป็นการทำให้ "เลี้ยงชีพ" นั้นปรากฏอยู่เสมอ หรือเป็นการที่ "การดำรงดำเนินไปของเหตุปัจจัยที่มาประชุมกันโดยพร้อมเพรียงกันของร่างกายและจิตใจนั้นดำเนินไปอย่างมีแนวทาง มีความเจริญ" นั้นปรากฏอยู่เสมอ หรือเอาสั้นๆว่า:

"ความเจริญของร่างกายและจิตใจปรากฏอยู่เสมอ"

ร่างกาย และจิตใจ

เมื่อเรารู้แล้วว่าเรากำลังคุยกันเรื่องอะไรอยู่ ก็มาลองคิดหาคำตอบของคำถามข้างต้นกันว่า "หาเลี้ยงชีพทำอย่างไร?"

ความเจริญของร่างกายและจิตใจนั้นเราจะทำอย่างไรให้มันปรากฏอยู่เสมอ? ถ้าสิ่งต่างๆไม่อาจปรากฏออกมาอย่างโดดๆโดยที่ไม่มีที่มา เราก็จำเป็นจะต้องรู้เหตุและปัจจัยของสิ่งนั้นๆก่อนใช่ไหมครับ?

เหตุปัจจัยของความเจริญทางร่างกายน่าจะหมายถึงอาหาร การออกกำลังกาย การขยับร่างกาย และบุคลิกภาพ และไม่ใช่เพียงแค่อาหาร การออกกำลังกาย การขยับร่างกาย และบุคลิกภาพแบบธรรมดาๆ แต่จะต้องเป็นอาหาร การออกกำลังกาย การขยับร่างกาย และบุคลิกภาพ ที่เป็นในลักษณะที่ส่งผลให้ร่างกายนั้นเจริญขึ้นด้วย

เหตุปัจจัยของความเจริญทางจิตใจ อันนี้น่าจะยาก แต่ก็ไม่พ้นความที่จะต้องมีเหตุปัจจัยอย่างแน่นอน ซึ่งเหตุปัจจัยนั้นๆจะต้องเป็นอะไรที่มีปรากฏอยู่อย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่ปรากฏ ความเจริญทางจิตใจย่อมไม่เกิด

แม้จะเป็นเพียงแค่ผิวเผิน แต่เราได้แยกเหตุปัจจัยของความเจริญทางร่างกาย และเหตุปัจจัยของความเจริญทางจิตใจออกจากกันแล้ว ก่อนที่จะเข้าไปขุดคุ้ยตัวเหตุปัจจัยเหล่านั้น ผมคิดว่าการเข้าหาปัญหานี้ ไม่น่าจะเป็นการเข้าไปกำหนดว่าเหตุปัจจัยเหล่านั้นคืออะไร แต่น่าจะลองมองคำถัดไป ซึ่งก็คือการเลี้ยง หรือความเจริญ เพื่อให้เกิดมุมมองที่กว้างขึ้นก่อนที่จะเข้าไปมองใกล้ๆ

ความเจริญ

ขอให้ทุกคนถอยกันไปคนละก้าว แล้วค่อยๆลองพิจารณาความเจริญนี้ดู ผมคิดว่าเราต้องไม่ลืมเรื่องของ "เลี้ยง" ที่ถ้ามองถึงความเจริญแล้ว ก็ต้องเป็นอะไรที่ไม่ได้อยู่ที่เดิม ออกจากที่เดิม ไปตามเส้นทางบางอย่าง การเติบโต การเก็บเกี่ยว ฉะนั้นความเจริญ ในความหมายกว้างๆแล้ว ผมคิดว่าเหมาะสมกับคำว่า "การเก็บเกี่ยว" มากที่สุดในที่ตรงนี้

การเป็นความหมายกลางๆ ที่ไม่ได้มีทั้งเรื่องของเจริญขึ้น หรือเจริญลง เจริญไปในทางที่ดี หรือไม่ดี หรือเจริญไปในทางใดๆก็ตาม ขอเพียงออกจากที่เดิม เปลี่ยนแปลงไป ดำเนินไปตามเส้นทาง ไม่ว่าทางใด ก็ล้วนแต่เป็นความเจริญทั้งสิ้น

เพราะถ้าเราไม่ระวังแล้วละก็ เราอาจจะเอาอคติเข้าไปเจือปนในความเจริญนี้ ว่าจะต้องเป็นเฉพาะทางใดๆเท่านั้น ต้องเป็นเฉพาะทางนั้นๆ ทางอื่นไม่ใช่เจริญ หรือทางนี้คือเจริญขึ้น ทางตรงข้ามคือเจริญลง เกิดจากขีดเส้นแบ่งความเจริญขึ้นมา ซึ่งถือเป็นการรีบร้อนจนเกินไปที่จะเอาความหมายของความเจริญไปผูกติดไว้กับบริบท ช่วงเวลา ค่านิยม หรืออะไรก็ตาม

สรุปแล้ว ความเจริญก็คือการเก็บเกี่ยวสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ประสบการณ์ต่างๆ ความเจริญของร่างกายและจิตใจก็คือเมื่อร่างกายและจิตใจเปลี่ยนแปลงไป มันได้เก็บเกี่ยวอะไรไปบ้าง? ได้เรียนรู้อะไร? ผมคิดว่านี่คือความเจริญในความหมายนี้

การทำให้ปรากฏ

มาถึงจุดนี้แล้ว เราน่าจะพอเห็นแล้วว่า เมื่อชีพ ที่เป็นคนแต่ละคน และความเจริญ หรือการที่ชีพดำเนินไปอย่างเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆระหว่างทางที่ชีพผ่านไป ซึ่งแต่ละคนก็มีเส้นทางของตัวเอง

ฉะนั้นแล้ว เหตุปัจจัยของการที่ทำให้ชีพดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ยังปรากฏอยู่เรื่อยๆนั้น มันก็เป็นเรื่องที่แต่ละคนหรือแต่ละชีพจะต้องค้นหาเอาเอง เพราะชีพแต่ละชีพนั้นย่อมมีเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันในการปรากฏดำรงอยู่ ซึ่งเมื่อแต่ละชีพนั้นเริ่มจากตำแหน่งไม่เหมือนกันเวลาไม่เหมือนกัน (different in space and time) แล้วนั้น เหตุปัจจัยที่เป็นไปเพื่อการดำรงอยู่ก็ย่อมแตกต่างกัน

ก่อนที่จะคิดอย่างนั้น ลองสังเกตชีพบางชีพ (คนบางคน) ที่พยายามทำให้เหตุปัจจัยที่ทำให้ชีพอื่นเจริญปรากฏ และเข้าใจผิดว่าเป็นชีพของตน ซึ่งเมื่อเข้าใจผิด เหตุปัจจัยที่ทำให้ชีพของตนเจริญขึ้นก็ย่อมไม่ได้ปรากฏอยู่ ก็จะมีอาการเหมือนไม่มีชีวิต เหมือนถูกสูบชีวิตไป เหมือนชีพหายไป

มักพบเห็นได้จากการชีพที่ใช้เวลา แรงงาน ความสามารถเพื่อเจ้าของบริษัท เพื่อผู้ถือหุ้น เพื่อผู้บริโภค เพื่ออะไรต่างก็ตามที่ไม่ใช่เพื่อเหตุปัจจัยของความเจริญของร่างกายและจิตใจของชีพนั้นๆ ถ้าหากมันเป็นอย่างนั้นจริง ก็แปลว่า เหตุปัจจัยเหล่านี้ของแต่ละชีพย่อมแตกต่างกัน

เหตุปัจจัยของชีพหนึ่ง ย่อมแตกต่างกับอีกชีพหนึ่ง ชีพใดๆย่อมไม่สามารถไปกระทำเหตุปัจจัยของชีพอื่น แล้วทำให้ชีพตนเจริญได้ ชีพแต่ละชีพจะต้องไม่สับสนตรงนี้

วิถีปฏิบัติโดยทั่วไป

โดยทั่วไปนั้น แม้ว่าไม่ใช่ทั้งหมด การทำให้เหตุปัจจัยเหล่านั้นปรากฏอยู่เสมอ ก็ทำได้โดยใช้เวลา ใช้แรงงาน ใช้ความสามารถแลกกับเงินมาก่อน แล้วค่อนเอาเงินนั้นไปแลกเปลี่ยนเป็นเหตุปัจจัยต่างๆอีกครั้งหนึ่ง

เงิน ในตัวของมันเองย่อมไม่สามารถให้ความเจริญทางร่างกายได้โดยตรง เพราะมันไม่น่าจะเป็นอาหาร หรือการออกกำลังกาย หรือการสร้างบุคลิกภาพ แต่ถ้าเป็นเรื่องของจิตใจ ก็อาจจะใช่สำหรับบางคน บางคนอาจจะเห็น หรือสมมติว่าได้ครอบครองเงินแล้วก็ทำให้เกิดความเจริญทางจิตใจขึ้นได้ ก็เป็นได้

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราจะเห็นได้ว่า ระหว่างเรา กับเหตุปัจจัยที่เป็นความเจริญของร่างกายและชีวิตเหล่านั้น มีตัวขั้นกลางอยู่ ซึ่งก็คือเงินนั่นเอง

เงินนี้มุมหนึ่งก็ดูจะอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนกับกระแสของการหาเลี้ยงชีพ อีกมุมหนึ่งก็ดูจะเป็นสิ่งแปลกปลอมอยู่บ้าง

เงินแปลกปลอม

ความแปลกปลอมของเงินจะเกิดก็ต่อเมื่อเราลองหยิบมันขึ้นมาจับ มามอง มาดม มาค่อยๆพิจารณา แล้วเห็นว่านี่มันไม่ใช่อาหาร และไม่ใช่สิ่งที่จรรโลงใจ เป็นเพียงสื่อกลาง แต่ด้วยความที่เป็นสื่อกลางนี้แหละที่ทำให้เราไม่ได้เกิดการสับสนอยู่บ้าง ว่าอะไรกันแน่ที่เป็นเหตุปัจจัย

สับสนว่าจริงๆแล้วเงิน หรือเหตุปัจจัยเหล่านั้นกันแน่ ที่เป็นไปเพื่อความเจริญของร่างกายและจิตใจ

แน่นอนว่าเราต้องไม่ลืมว่าเงินนั้นสามารถแลกเป็นสิ่งอื่นๆได้ สามารถแลกเป็นเหตุปัจจัยได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเงินไม่ใช่จุดหมายปลายทาง เราควรเหลือพื้นที่ตรงนี้ไว้เสมอ เหลือเอาไว้เพื่อสักวัน หากมีสิ่งใด ที่เป็นไปเพื่อความเจริญของร่างกายและจิตใจ ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านสื่อกลางตรงนี้ เราก็สามารถทำให้มันปรากฏขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องใช้เงิน

ตรงนี้เราควรระวังให้ดี อย่าให้เอาสองเรื่องนี้มารวมกัน

แต่จะว่าไปมันก็ดูไม่น่ามีปัญหาอะไรมาก ดีเสียอีก ทีเราสามารถใช้เงินเป็นสื่อกลาง เพื่อได้เฟ้นหา สรรหา จัดหา เหตุปัจจัยต่างๆเพื่อความเจริญของชีวิตและจิตใจเราได้

เงินถูกควบคุม

แต่เราก็คงจะพอเห็นได้ว่า แม้ว่าเราใช้เวลา ใช้แรงงาน ใช้ความสามารถในการได้มาซึ่งเงินนั้นๆ มันกลับมีบางอย่าง มีกระบวนการบางอย่าง ที่ทำให้เวลา แรงงาน ความสามารถของเรานั้นมีคุณค่าเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา และบริบทต่างๆ

ภายใต้ระบบที่เวลา แรงงาน ความสามารถ ที่เท่าเดิมจะสามารถแลกเงินได้ลดลง ซึ่งก็แปลว่าเราจำเป็นจะต้องทำให้เวลา แรงงาน ความสามารถ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทุกอย่าง ของเรามากขึ้นเพื่อยังคงไว้ซึ่งคุณค่าที่สามารถแลกไปสู่ปัจจัยที่จะหาเลี้ยงชีพได้เท่าเดิม หรือมากว่าเดิม

ก็มีคนจำนวนไม่น้อย ที่เป็นฟันเฟืองของการพัฒนากระบวนการที่ทำให้เวลา แรงงาน ความสามารถของคนพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยที่คนที่พัฒนาช้า หรือไม่ทัน หรือไม่ได้อย่างคนอื่น หรือไม่ได้อย่างที่ถูกกำหนดเอาไว้ ต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จริงๆอาจจะไม่ได้ถูกทิ้ง แค่ตามคนอื่นไม่ทัน ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่เป็นเหตุปัจจัยของความเจริญของร่างกายและจิตใจได้

ม่านหมอกของเส้นใย

....จริงๆตอนนี้จิตใจผมก็ไม่ได้รีบไปไหน แต่ท่าทางร่างกายผมต้องการเหตุปัจจัยเพื่อบางอย่างที่เป็นไปเพื่อการดำรงอยู่...ซึ่งน่าจะเป็นอาหาร เราคงต้องจากกันตรงนี้ ผมขอเดินเอาเงินไปแลกเป็นอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายอันนี้ก่อนนะครับ


ไว้คราวหน้ามาต่อหัวข้อ ม่านหมอกของเส้นใย ครับ


| สังคม |

โพสที่เกี่ยวข้อง